วิวัฒนาการ Batman จากยุคแรกจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการ Batman จากยุคแรกจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการ Batman จากยุคแรกจนถึงปัจจุบัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมื่อถามถึงซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก Batman คือชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง และเมื่อปี 2014 ทาง DC Comics ได้การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ของซูเปอร์ฮีโร่ผู้มีสัญลักษณ์เป็นค้างคาวไปเป็นที่เรียบร้อย ในบทความนี้เราจะไม่มาเล่าความเป็นมาของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้ แต่จะมาบอกเล่าถึงวิวัฒนาการของหนังที่เล่าเรื่องของฮีโร่ผู้มีสมญานามว่า “อัศวินรัตติกาล”

Batman คือหนึ่งในตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่คนรู้จักกันมากที่สุดในโลกและมีฐานแฟนคลับมากมาย จุดกำเนิดของ Batman มาจาก บ็อบ เคน เป็นผู้เริ่มต้นไอเดีย และได้ บิล ฟินเกอร์ มาต่อยอดไอเดียของ บ็อบ เคน จนสร้างมาเป็น Batman ในที่สุด จากนั้น Batman ก็ได้รับความนิยมอย่างมากและมีศิลปินมากมายเขียนเรื่องราวของ Batman ต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน

จุดเด่นของซูเปอร์ฮีโร่ Batman ก็คือความสมจริงของเรื่องราว การผดุงความยุติธรรมโดยใช้ความกลัวและความมืด จิตวิทยาที่ผสมเข้ากับการสืบสวน ความเป็นฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไร ใช้สมองและแรงผลักดันส่วนตัวทำให้เขาออกมาช่วยเหลือสังคม เป็นต้น ทั้งหมดคือส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ Batman แตกต่างจากซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นและได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

The Evolution of Batman in Cinema from Jacob T. Swinney on Vimeo.

ในส่วนของภาพยนตร์นั้น หากจะไล่เรียงอาจแบ่งได้เป็น 4 ยุคตามเหตุการณ์และช่วงเวลาดังนี้

ยุคเริ่มต้น

Batman (1943)

แม้จะถูกทำในแบบ Serial ซึ่ง Serial ก็คือหนังฉายทางทีวีแต่ไม่จบในตอนเพราะต้องไปดูตอนสุดท้ายที่โรงหนัง โดยทำออกมาจำนวน 15 ตอน ยุคนั้นเป็นหนังขาวดำ โดยหนัง Batman ขายทั้งตัวของ Batman และคู่หู Robin เล่าเรื่องราวการต่อสู้ระหว่าง Batman กับ Dr. Daka นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีเทคนิคหรือใส่ลูกเล่นอะไรมาก การต่อสู้ของแบทแมนจึงเน้นการเตะต่อยเป็นหลัก โดยผู้รับบท Batman ก็คือ เลวิส วิลสัน ส่วนบท Robin แสดงโดย ดักกลาส ครอฟท์ กำกับโดย แลมเบิร์ท ฮิลเยอร์

Batman and Robin (1949)

เป็นครั้งที่สองที่ทำในแบบ Serial ซึ่งยังคงเป็นหนังชาวดำและสร้างออกมา 15 ตอน สานต่อเรื่องราวจากเมื่อปี 1943 โดยภาคนี้มีการเปลี่ยนทีมนักแสดงโดย Batman รับบทโดย โรเบิร์ต โลเวลี่ย์ ส่วน Robin รับบทโดย จอห์นนี่ ดันแคน ซึ่งโลเวลี่ย์ดูไม่เหมาะกับบท Batman เลย ด้วยรูปร่างที่มีลักษณะอ้วนตัน อีกทั้ง จอห์นนี่ ดันแคน ที่รับบท Robin ยังมีอายุเกินกว่าวัยของ Robin ไปหลายปี ทำให้ตัวละครขาดความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง หนังกำกับโดย สเปน เซอร์ กอร์ดอน เบนเน็ท

ยุคที่ 2

Batman (1966)

โดยในยุคนี้ Batman ฉบับคอมมิกได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่โดยการกุมบังเหียนของ จูเลียส ชวาร์ซ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเครื่องแบบของ Batman ปรับขนาดรูปร่างให้ดูผอม ยกระดับเรื่องให้เข้มข้น ซึ่งนั่นก็ส่งผลมาถึงตัวหนังด้วยเช่นกัน โดยมี Batman แบบทีวีซีรีส์ขึ้นมาก่อนและในตอนสุดท้ายก็ถูกทำเป็นหนัง Batman หรืออีกชื่อว่า Batman: The Movie ที่เป็นยุคของหนังสีแล้ว นำแสดงโดย อดัม เวสท์ และ เบิร์ท วาร์ด กำกับโดย เลสลี่ เอช มาร์ตินสัน โดยตัวซีรีส์ได้ถูกสร้างต่อเนื่องถึง 3 ซีซันระหว่างปี 1966 – 1968

โดย Batman ในยุคนี้มีสิ่งใหม่เยอะมากๆ โดยอิงจากคอมมิกเช่น การใช้ชื่อเมืองที่ Batman ปกป้องว่า “ก็อตแธ่ม” ปรับเรื่องราวการต่อสู้ของ Batman มาเป็นการปราบอาญกรรมแบบเก่าที่แฟนๆ ชอบ มีแบทโมบิล มีเพลงธีมสุดคลาสสิคที่หลายคนคุ้ยเคยมาจนถึงปัจจุบัน แม้ความนิยมของซีรีส์และหนังจะสูง แต่กระนั้นภาพของ Batman ก็ถูกปรับให้สีสันและโทนเรื่องมากเกินไป (อาจเพราะต้องการขายความเป็นหนังสี) แตกต่างจากตัวคอมมิกที่ดูจะเคร่งครึมกว่า ซึ่งจะส่งผลสะเทือนครั้งใหญ่ในอนาคต

ยุคที่ 3 (ุรุ่งเรืองสู่ตกต่ำ)

Batman (1989)

ก่อนหน้าที่จะมาสู่หนัง Batman ฉบับปี 1989 ของ ทิม เบอร์ตัน ที่ถือเป็นความคลาสสิคของวงการภาพยนตร์ ก่อนหน้านั้นคอมมิกของ Batman ได้มีการปรับเปลี่ยนโดย แฟรงค์ มิลเลอร์ ผู้ที่มาสร้าง Batman: The Dark Knight Returns ทำให้ทิศทางและลายเส้นของ Batman ดูจริงจัง ที่กลายเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ใหักับคอมมิกในยุคนั้น และนั่นส่งมาถึงฉบับภาพยนตร์ที่ถูกทำให้มืดมนตามฉบับคอมมิกที่เป็นผลงานการกำกับของ ทิม เบอร์ตัน นำแสดงโดย ไมเคิล คีตัน ในบท Batman และ แจ็ค นิโคสัน ในบท Joker คู่ปรับตลอดกาล หนังมีการออกแบบงานสร้างที่สมจริง ดูมืดมนน่ากลัว ซึ่งหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก ถือเป็นก้าวสำคัญของหนัง Batman และถือเป็นการเปิดยุคให้กับหนังซูเปอร์ฮีโร่ หนังสามารถทำเงินทั่วโลกได้ถึง 411 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถือว่าเยอะมากๆ เมื่อเทียบกับทุนสร้าง 48 ล้านเหรียญฯ

Batman Returns (1992)

การกลับมาครั้งที่ 2 ของ ทิม เบอร์ตัน และ ไมเคิล คีตัน แม้หนังภาคนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าฉบับปี 1989 เพราะโทนหนังที่มืดหม่นกว่าเดิมทำให้คนดูกลุ่มเด็กหายไป (ส่งผลกระทบไปถึงรายรับ) แต่ในแง่ของภาพยนตร์ก็นับเป็นภาคที่น่าจดจำ จากการสร้างตัวละครที่แฟนๆ ยังจำได้เสมออย่าง แดนนี่ เดวิโต้ ในบทของ Penguin และ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ในบท Catwoman

Batman: Mask of the Phantasm (1993)

หรือรู้จักอีกชื่อว่า Batman: The Animated Movie เป็นอนิเมชั่น Batman ที่ทำเพื่อขึ้นจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรกและเป็นหนึ่งในอนิเมชั่นความหวังของ Warner Bros. Animation ในตอนนั้น ซึ่งงานภาพและวิธีการนำเสนอทำออกมาได้ดีทีเดียว แม้ผลตอบรับทางรายรับจะไม่ค่อยดีก็ตาม ทั้งนี้ก็ได้มีการสร้างภาคต่อออกมาอีก 2 ภาคในรูปแบบวีดีโอกับ Batman & Mr. Freeze: SubZero เมื่อปี 1998 และ Batman: Mystery of the Batwoman ในปี 2003

Batman Forever (1995)

ด้วยเหตุที่ Batman Returns ดาร์กจนเกินไป ทำให้เจาะตลาดกลุ่มเด็กไม่ได้ ทำให้ภาคนี้มีการปรับโทนของ Batman ครั้งใหญ่ เพราะความเห็นไม่ลงรอยกับทางสตูดิโอทำให้ ทิม เบอร์ตัน และ ไมเคิล คีตัน ออกจากโปรเจกต์หนังเรื่องนี้ โดยได้ โจแอล ชูมาร์คเกอร์ มากำกับ ส่วน Batman ได้ วัล คิมเมอร์ มาแสดงแทน (โดยหนังยังมี ทิม เบอร์ตัน อำนวยการสร้าง) และนี่คือจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ที่กำลังจะรุ่งโรจน์กลับเดินทางเข้าสู่ทางหายนะ อย่างไรก็ตามหนังยังทำเงินทั่วโลกได้ถึง 336.5 ล้าานเหรียญฯ และนั่นทำให้หนังมีภาคต่อตามมา (สิ่งที่ควรบันทึกไว้ก็คือ คริสเตียน เบล ได้มาทดสอบบทของ Robin ด้วย แต่ไม่ได้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์หนัง Batman)

Batman and Robin (1997)

อาจจะกล่าวได้ว่าหนัง Batmand and Robin คือจุดตกต่ำที่สุดเท่าที่หนัง Batman เคยมีมา แม้ในแง่ของงานสร้างจะยิ่งใหญ่อลังการด้วยทุนสร้างที่สูงมากในยุคนั้นถึง 140 ล้านเหรียญฯ แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่มิอาจเรียกได้ว่าเป็น Batman ในแบบที่แฟนๆ คุ้นเคยได้ หนังถูกย้อมด้วยสีสันอันจัดจ้านราวกับหนังแฟนตาซี Alice in Wonderland กับชุด Batman มีหัวนมที่แฟนๆ ร้องยี้ แม้จะมี Batgirl ที่สวยเซ็กซี่มาสมทบก็ไม่ช่วยอะไร และทำให้ทุกชื่อที่เข้ามามีส่วนร่วม มีเครดิตด่างพร้อยกันถ้วนหน้าไม่ว่าจะเป็น จอร์จ คลูนี่ย์, อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์, อูม่า เธอร์แมน เป็นต้น

ยุคที่ 4 (ผงาด)

Batman Begins (2005)

ภาพยนตร์ก้าวเข้ามาสู่ยุครุ่งเรืองในที่สุด เมื่อได้ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับเลือดใหม่แห่งยุคมาคุมทิศทางและงานสร้าง โดยถือเป็นการรีบู้ทใหม่หมดและวางทิศทางในแบบที่ Batman ควรจะเป็นโดยนำคอมมิก 3 ฉบับมาร้อยเรียงประกอบด้วย Batman: The Man Who Falls, Batman: Year One และ Batman: The Long Halloween โดยได้ เดวิด เอส โกเยอร์ มาเขียนบท พร้อมทีมนักแสดงที่แข็งแกร่งเช่น คริสเตียน เบล, ไมเคิล เคน, เลียม นีสัน, เคธี่ โฮมส์, แกรี่ โอลด์แมน, เคน วาตานาเบะ, มอร์แกน ฟรีแมน และ คิลเลี่ยน เมอร์ฟี่ ผลที่้ได้รับนับว่าเป็นที่น่าพอใจมาก หนัง Batman กลับมาสู่ในทิศทางที่ควรเป็น ภาพลักษณ์อันเก่าแก่ที่คนจนจำถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยเทคนิคพิเศษที่ใส่เข้ามา เสริมกับความสมจริงของเรื่องราวและเทคนิคพิเศษที่สมจริงในปัจจุบัน แม้หนังจะดาร์คแค่ไหนแต่ก็ยังได้รับการต้อนรับจากคนดู อีกทั้งทำให้พื้นที่ยืนของ DC ในโลกภาพยนตร์ยังมีอยู่เพื่อต่อกรกับหนัง Marvel ที่เริ่มเข้ามากินตลาดหนังซูเปอร์ฮีโร่

The Dark Knight (2008)

เพื่อเข็มทิศใน Batman Begins ชี้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง การก้าวเดินของอัศวินรัตติกาลใน The Dark Knight จึงเป็นไปด้วยความมั่นคง การสร้างตัวละคร Joker ที่เล่นด้วยชีวิตของ ฮีธ เล็ดเจอร์ การใส่เรื่องราวทางการเมืองและสังคมเข้ามาทำให้ The Dark Knight ก้าวข้ามมิติหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปสู่หนังที่บอกเล่าถึงสังคมและการเมืองในระดับที่ไม่มีใครเคยนำมาหนังฮีโร่มาถึงจุดนี้ได้มาก่อน ประกอบการเสียชีวิตของฮีธ เล็ดเจอร์ ยิ่งส่งให้หนังทรงคุณค่าในระดับที่ยากจะหาหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องดังมาโค่นลงได้ รายรับรวมทั่วโลกกว่า 1,005 ล้านเหรียญฯ เป็นตัวแทนของเสียงตอบรับของผู้ชมได้เป็นอย่างดี

The Dark Knight Rises (2012)

บทสรุปที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน วางไว้ ทำให้ไตรภาค The Dark Knight คือหนัง Batman ที่มีความสมบูรณ์ลงตัวที่สุด รายรับที่ยังคงได้อนิสงค์จากภาคที่แล้วมาหยุดที่ตัวเลข 1,084 ล้านเหรียญฯ คึอความยอดเยี่ยม และทำให้สถานะของ Batman กลายเป็นหนึ่งแคแรคเตอร์ในโลกภาพยนตร์ที่ทุกคนจดจำ

The Lego Movie (2014)

การปรากฎตัวในฐานะแขกรับเชิญของ Batman ในรูปลักษณ์ของอนิเมชั่นจากตัวต่อเลโก้ (ที่ทำเช่นนั้นได้เพราะ The Lego Movie อยู่ภายใต้สังกัด Warner Bros เช่นกันกับ Batman) ก็ทำให้อนิเมชั่น The Lego Movie มีสีสัน อีกทั้ง Batman ยังเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำของ The Lego Movie อีกด้วย

ยุคต่อไปของหนัง Batman

กล่าวได้ว่าสถานะของ Batman ในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เขาคือผู้นำหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่างแท้จริง ไตรภาค The Dark Knight ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ทำให้หนัง Batman เป็นตัวยืนทางฝั่งของ DC ในแง่ของการแข่งขันในตลาดซูเปอร์ฮีโร่กับ Marvel

อย่างไรก็ตามการรีบู๊ทหนัง Batman คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่หาก Warner Bros ต้องการสานต่อความสำเร็จของ The Dark Knight ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็วางหมากไว้ให้แล้วในตอนท้ายภาค The Dark Knight Rises

แต่ก็ดูเหมือนว่า Warner Bros จะกระตือรือร้นในสนามแข่งขันหนังซูเปอร์ฮีโร่ใจด้วยการนำตัวละคร Batman ให้มาเจอกับ Superman ในที่สุด จนเกิดเป็นหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice ที่จะเป็นปฐมบทของหนังรวมฮีโร่ของ DC โดยหนังจะได้ แซ็ค สไนเดอร์ มากำกับ บท Batman ก็จะได้ เบน แอฟเฟล็ค มารับช่วงต่อจาก คริสเตียน เบล หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ชื่อของแอฟเฟล็คอาจทำให้ทุกคนต้องส่านหน้า แต่ตอนนี้เขาคือบุคลากรอันทรงคุณค่าของฮอลลีวู้ดไปแล้วและการมารับบท Batman ของเขาในครั้งนี้ ก็คาดหวังผลลัพธ์ในมุมบวกได้เลย

ทั้งหมดทั้งมวลก็คือเส้นทางการวิวัฒนาการหนัง Batman ที่เรารวบรวมนำเสนอ ใครที่เป็นแฟนหนัง Batman ก็เตรียมตัวรอชมการกลับของอัศวินรัตติกาลอีกครั้งใน Batman v Superman: Dawn of Justice ซึ่งหนังมีกำหนดเข้าฉาย 25 มีนาคม 2016

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook