"พชร ประภาตะนันทน์" ชายผู้ลาออกจากชีวิตวิศวกร "แอปเปิล" เพื่อหาความสุขจาก "ก้าวเดิน"

"พชร ประภาตะนันทน์" ชายผู้ลาออกจากชีวิตวิศวกร "แอปเปิล" เพื่อหาความสุขจาก "ก้าวเดิน"

"พชร ประภาตะนันทน์" ชายผู้ลาออกจากชีวิตวิศวกร "แอปเปิล" เพื่อหาความสุขจาก "ก้าวเดิน"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในสายอาชีพวิศวกรคอมพิวเตอร์ ‘แอปเปิล’ คงเป็นความฝันของใครหลายคน รวมถึงอดีตเด็กติดเกมอย่าง ‘ตอง-พชร ประภาตะนันทน์’ ผู้บินลัดฟ้าไปยังซานฟรานซิสโก ย้ายไปทำงานท้าฝันถึงซิลิคอนวัลเลย์ จนพิชิตฝันคว้าโอกาสได้เข้าร่วมทีมแอปเปิลทีวี

เรื่องราวความสำเร็จคล้ายได้พบบทสรุปสวยหรูย่อหน้าแรก ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น

หลังใช้ชีวิตที่อเมริกานับ 10 ปี ใช้ชีวิตอย่างฝันในฐานะวิศวกรของบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของวงการกว่า 4 ปี เขากลับรู้สึกว่าความสุขขาดหายไป ชีวิตสมบูรณ์ถูกตั้งคำถามและแล้ววันหนึ่ง ‘ก้าวเดิน’ ในแบบที่เรียกกันว่า ‘ไฮกิ้ง (hiking)’ ก็ก้าวเข้ามาในชีวิตเขา

เสน่ห์แห่งไฮกิ้งดึงดูดหัวใจของเขาให้เดินออกจากชีวิตสุขสบายเส้นทาง ‘แปซิฟิก เครสต์เทรล (pacific crest trail – PCT)’ คือหมุดหมายใหม่ที่หัวใจของเขาเรียกร้อง มันเป็นเส้นทางยาวไกลจากชายแดนสหรัฐอเมริกาผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุแห่งเม็กซิโก ลัดเลาะไปเส้นทางหนาวยะเยือกบนเทือกเขาเซียร์รา ฝ่าควันไฟป่าที่ตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย และมันเป็นก้าวเดินที่เขาไม่อาจย้อนกลับ

“ก้าวแรกที่ยากที่สุดคือก้าวไปลาออกจากบริษัทนี่แหละ ยากกว่านั้นก็ตอนก้าวไปบอกแฟนว่าจะขอลาออกมานะ” ตองเอ่ยพลางหัวเราะเมื่อย้อนถึงนาทีเด็ดขาดที่ตัดสินใจ

เบียร์จากเจ้านายแทนคำร่ำลา รอยยิ้มจากภรรยาสาวแทนคำอนุญาต mars ขอเชิญผู้อ่านร่วมแพ็กกระเป๋า เดินทางไปกับบทสนทนาถึงประสบการณ์ยากลืมเลือน

วิศวกรแอปเปิลผู้เริ่มต้นจากการเป็น ‘สาวกไมโครซอฟท์’

ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นสาวกไมโครซอฟท์ (หัวเราะ) ติดเกมแต่ไม่มีคอมพิวเตอร์ อาศัยคอมที่ญาติๆ บริจาคมาให้เอามาแยกฮาร์ดแวร์แล้วประกอบเองเพื่อให้เครื่องแรงขึ้น นั่นคือจุดที่เริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็เริ่มสนใจซอฟต์แวร์ตอนเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ได้เข้าเว็บ sanook.com, yahoo.com ผมเริ่มสงสัยว่าข้อมูลพวกนี้มาจากไหน เจ๋งดีจัง แค่คีย์เข้าไปก็ขึ้นมาหน้าจอ ผมอ่านหนังสือเริ่มทำเว็บและไปสิงอยู่ในห้องคอมกับเพื่อน มีทำแอนิเมชั่นจนอาจารย์มาเห็นเข้าเลยได้ทำหน้าเว็บโรงเรียน เป็นแบนเนอร์รกๆ หน่อยสมัยก่อน ตอนนั้นเอาให้แม่ดูเลยเพราะภูมิใจมาก

ก้าวผ่าน ‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ จากเด็กเกรดตกสู่ความฝันที่ซิลิคอนวัลเลย์

วิชาเรียนที่ผมชอบตอนเด็กคือคณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์กับอังกฤษ นอกนั้นผมตกหมด (หัวเราะ) ภาษาไทย สังคมจะแย่มากที่สุด ซึ่งเกรดผมตอนม. 2–3 ยังดีมาก แต่พอมาม.4 เกรดกลับตกวูบเพราะติดเพื่อน เกม เล่นดนตรี ไม่ยอมกลับบ้าน ไม่อยากเรียน ช่วงวัยรุ่นพอไม่ชอบอะไรก็ทิ้งเลย

ตอนนั้นแม่ผมเป็นห่วงมาก เพราะที่บ้านผมจะจบจุฬาฯ จบธรรมศาสตร์กันหมด พ่อผมก็กดดัน ท่านเป็นตำรวจด้วยก็จะมีความเข้มงวด สุดท้ายผมคุยกับแม่ ขอไปเรียนต่างประเทศ แต่สอบชิงทุนก็พลาด สอบได้ทุนเล็กๆ น้อยๆ พ่อผมเกษียณอายุพอดีจึงมีเงินส่งเรียนได้ค่อนข้างกะทันหัน เพราะเป็นช่วงม.4 ขึ้นม.5 ที่ปกติทุกคนจะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยกัน แต่ผมกลับย้ายไปเรียนต่อต่างประเทศเลย สมัครเรียนเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มนั้นด้วย

ก้าวข้าม ‘กำแพงการศึกษา’ ไทย

ผมคุยกับเพื่อนบ่อยๆ ว่าทำไมเมืองไทยต้องบังคับให้เด็กเลือกสายเรียนครั้งเดียว และเลือกสายเรียนตั้งแต่ม.4 ซึ่งมันเป็นวัยที่สับสนที่สุดในชีวิต ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจริงๆ ตอนผมขึ้นม.4 ถ้าอยากเรียนคอมพิวเตอร์ต่อพ่อบอกต้องเลือกสายวิทย์ แต่สายวิทย์ต้องเรียนหนักมาก วิทย์ คณิต เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ ผมคิดว่าเรียนหนักเกิน ขอศิลป์คำนวณแล้วกัน เจอกันครึ่งทาง จบไปเป็นนักบัญชีก็ได้ มันเลยปิดทางที่จะเรียนวิศวคอมพิวเตอร์ไป แต่อเมริกาไม่มีระบบนี้ เด็กมัธยมเรียนทุกอย่างเหมือนกันหมดจะต่ออะไรก็ได้ บางคนเข้าปีหนึ่งเรียนวิชาทั่วไปเก็บหน่วยกิต พอรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรก็เลือกเรียนตรงสายได้ เขาเปิดโอกาสให้เลือกสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า

ก้าวแรกของชีวิตวิศวกรที่ซิลิคอน วัลเลย์ สามอาทิตย์แรกไม่ได้นอน

พอจบจากคณะ computer science ผมย้ายไปอยู่แถวซิลิคอน วัลเลย์ แต่ติดเรื่องวีซ่าที่บริษัทส่วนมากจะไม่สปอนเซอร์วีซ่าให้ ผมก็พยายามดิ้นรนเริ่มจากบริษัทเล็กๆ เป็นสตาร์ทอัพ ได้เข้าทำงานเป็นวิศวกร 1 ใน 4 คนของที่นั่น ถือว่าเล็กมาก ทำเกี่ยวกับไลฟ์สตรีม (Live stream) ตอนนั้นผมได้ทำส่วนของพวกมือถือเลยได้เรียนรู้การเขียนโค้ดของพวกไอโฟน ไอโอเอส ซึ่งผมไม่เคยทำเลย เขาให้ผมศึกษาแล้วทำเลย โยนผมลงโปรเจ็กต์ทันที ให้แมคมาเครื่อง ไอโฟนมาเครื่องเพื่อศึกษา สามอาทิตย์แรกผมแทบไม่ได้นอนเลย ระบบมันต่างจากที่ผมเคยทำมา ใช้เวลา 3-4 อาทิตย์ศึกษาจากนั้นก็ให้เขียนโปรแกรมส่งให้ลูกค้าเลย ท้าทายมากครับ แต่ตอนนั้นเพิ่งจบรู้สึกว่าต้องสู้เว้ย ก็อดทนผ่านมาได้

9 ชั่วโมงสัมภาษณ์งานเข้าแอปเปิล

หลังจากเริ่มทำงานได้ 2 ปีบริษัทก็สปอนเซอร์วีซ่าให้ ผมก็เริ่มมองหาที่อื่นๆ แอปเปิลเป็น 1 ใน 3 บริษัทที่อยากทำมากที่สุด ผมเตรียมตัวอย่างดีจนฝ่ายจัดหางานของแอปเปิลโทรมา มีสัมภาษณ์กันหลายรอบ ทั้งโทรศัพท์และเจอตัว จนถึงนัดสัมภาษณ์เต็มวันคุยตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น วันนั้นผมได้คุยกับวิศวกรรวมถึงไดเรกเตอร์ขององค์กรด้วย ทั้งหมดก็ประมาณ 15– 16 คนได้ มันโหดมาก แต่ละคนมีคำถามคนละแนวกัน มีตั้งแต่คำถามทั่วไปจนถึงคำถามเชิงเทคนิคมากๆ ให้เขียนโค้ดบนกระดาน

ระหว่างสัมภาษณ์ทีมแอปเปิลก็บอกให้ผมสัมภาษณ์เขากลับด้วยว่างาน สภาพแวดล้อม วัฒนธรรมของทีมเป็นยังไง เพื่อที่เราจะได้รู้ว่างานแบบนี้เป็นสิ่งที่เราสนใจจริงๆ หรือเปล่า เขาให้ความสำคัญกับความสุขของคนทำงาน ไม่ใช่ว่าเข้ามาเพราะอยากได้งาน ได้เงิน ได้โอกาสทำงานเฉยๆ แต่เขาอยากให้คนที่มาทำงานรักทีม รักตัวโปรดักต์ มีความสุขที่มาทำงาน

หลังสัมภาษณ์เสร็จผมเครียดมาก เพราะมันยากกว่าที่ผ่านๆ มา เลยชวนเพื่อนไปนั่งดื่มเบียร์ ตอนนั้นเองผมก็ได้อีเมลจากแอปเปิล ผมเปิดดูแต่เอานิ้วปิดข้างล่างไว้ค่อยๆ เปิดดู กังวลว่าทำไมส่งมาเร็วจัง มันคงแย่มากเลยตัดสินใจง่ายหรือเปล่า แต่สรุปคือได้ทำงานที่แอปเปิล วันนั้นผมก็เลี้ยงเพื่อนเลย (หัวเราะ)

Passion ของ APPLE

คนทำงานที่แอปเปิลจะมี passion สูงมาก มีความรักในโปรดักต์ของเขาเอง ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมของทางแอปเปิลที่ค่อนข้างโดดเด่น เหมือนอย่างที่ทุกคนเห็นในหนัง ในหนังสือที่สตีฟ จ๊อบส์มักจะเข้ามาในห้องประชุมพร้อมไอเดียใหม่ๆ แล้วจะหมกมุ่นกับไอเดียนั้นเพื่อทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ อะไรที่เข้ามาขวางเขาก็จะไม่สน เขาจะลุยไม่เกรงใจใคร บางทีเขาไปประชุมกันอยู่ในห้องผมเดินผ่านได้ยินคุยกัน ตะโกนใส่กัน ฟังแล้วโคตรเหมือนจะต่อยกันเลย คนหนึ่งมีไอเดียที่เขารักมาก เขาคิดว่าถูกต้องมีหลักฐาน มีข้อพิสูจน์ที่มาสนับสนุนไอเดียเขา แต่อีกคนอาจจะคิดอีกทาง ส่วนมากไอเดียสองอันมันก็ไม่มีถูกผิด อาจจะเวิร์กได้ แต่อาจจะมีบางอย่างที่ยอมกันหน่อย แต่ก่อนยอมจะปะทะกัน แต่พอผ่านจุดนั้นไปพวกเขาจะไม่เขม่นกัน หลังเลิกงานไปกินเบียร์กัน งานก็คืองาน

ได้ทำงานที่รัก มีรายได้ดี ได้ซื้อของฟุ่มเฟือย แต่ชีวิตกลับไม่รู้สึกมีความสุข

ผมทำแอปเปิลมา 4 ปี งานยังท้าทายอยู่ตลอด แต่กลับรู้สึกอยากทำอย่างอื่น จะลองไปสมัครกูเกิ้ลดู หรือจะทำสตาร์ทอัพอีกที หรือออกมาทำบริษัทของตัวเอง ตอนนั้นยังรู้สึกสับสน แต่ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนไปสัมภาษณ์ที่แอปเปิลระหว่างนั้นผมเริ่มสนใจการเดินป่าที่เรียกกันว่าไฮกิ้ง (hiking) มากขึ้น ทำงานเสร็จกลับบ้านมาดูคลิปเดินป่าทุกวัน เริ่มลองทริปสั้นๆ กับภรรยา จนได้รู้จักกับเส้นทางแปซิฟิก เครสต์เทรล ตอนนั้นยังไม่คิดว่าจะทำ แค่สนใจมันแปลกดี เดินกันได้ไง 6 เดือน

ตอนนั้นยังทำงานก็เครียดอยู่ มันก็มีความเห็นแก่ตัวนิดหนึ่ง งานที่ทำก็ดี ทุกคนก็มีความสุข แฟนผมก็มีความสุข จะให้ไปทำอย่างอื่นก็เหมือนผมจะทิ้งตรงนี้ไปเพื่อที่จะไปเดินป่า ดูไร้สาระ เห็นแก่ตัว ผมก็เลยช่างมันเถอะ เลยทำมาเรื่อยๆ บอกกับแฟนอีกสัก 5 ปีน่าจะทำได้ แต่กลับมาบ้านทุกวันก็ไม่มีความสุข เริ่มรู้สึกว่าตัวเองใช้เงินมากขึ้น ออกไปกินไวน์ กินเบียร์ ผมรู้สึกว่าตัวเองใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อเสื้อผ้ามาทำไม ใส่ไปก็ไม่รู้สึกดีขึ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด มองไปรอบตัว ขวดไวน์ ขวดเบียร์ ผมยังสนุกกับการดื่มนะ แต่ต้องซื้อแพงขนาดนั้นเลยเหรอ? ซื้อให้มันรู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอ?

‘ลาออก’ เพื่อออกเดินคือก้าวที่ยากที่สุด

มีหลายคนถามจุดไหนยากที่สุดที่เดิน สำหรับผมจุดที่ลาออกจากงานที่แอปเปิลนั่นแหละ ยากมาก ทำใจมากที่สุดตอนบอกแฟนว่าจะลาออก แฟนผมก็อึ้งไป (หัวเราะ) แต่เขาก็บอกว่าได้ครับ ผมยอมแฟนคนนี้มากเลย เขาเข้าใจผมมากๆ เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่ม.3 เหมือนเขารู้ใจผม รู้จักผมทุกอย่าง รู้ว่าผมเป็นคนยังไง ชอบเปลี่ยนโปรเจ็กต์ไปเรื่อยๆ หาโน่นนี่ทำที่บ้าๆ บอๆ เขาเข้าใจว่าผมไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ มีคุยกันหลายครั้ง เพราะเป็นห่วงผมและกลัวเหงาด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สุดท้ายวางแผนกัน ผมไปเดินเขาก็จะมาหาด้วย เดือนหนึ่งมาเดินด้วยอาทิตย์หนึ่งบ้าง รู้สึกอุ่นใจขึ้นทั้งคู่

พอจะต้องเดินไปลาออกกับหัวหน้า ซึ่งมันเป็นแบบทางการ เปลี่ยนใจไม่ได้แล้ว ผมปิดประตูขอคุยกับเขาส่วนตัว มันมีจังหวะเงียบแป๊บหนึ่ง เขาแกล้งพูดเล่นๆ อย่าบอกว่าจะลาออกนะ ผมใจหายเลย ที่เตรียมจะพูดมาลืมหมด ผมก็บอก ใช่ จะลาออก หัวหน้าคนนี้เป็นคนที่เติบโตมากับทีม เขาค่อนข้างเสียใจ แต่ตอนเที่ยงเขายังชวนไปกินเบียร์ เลี้ยงข้าวเที่ยง นั่งคุยกัน เขาบอกผมบ้าดี ตอนนั้นใจหายนะครับ เป็นงานที่ผมฝันมา ทำมา 4 ปีรู้สึกผ่านไปไวมาก ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงเบื่อ ทำไมถึงทิ้งมันไป

 

หนาวจนมือสั่น ร้อนจนเหงื่อไหลทั้งตัว

อุปสรรคส่วนมากคือสภาพอากาศในเทือกเขาเซียร์ราเนวาดาที่ความสูงประมาณหนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นสี่พันฟุต มีทางเดินที่สูงชันมาก ขึ้นลงหายใจยาก ผมต้องแบกอุปกรณ์เพิ่ม เพราะต้องมีน้ำ มีขวานน้ำแข็ง (ice axe) และเขามีข้อบังคับให้ต้องแบกถังใส่อาหารไปด้วยเพื่อกันสัตว์มากิน มีช่วงหนึ่งที่หิมะคลุมทางเดินประมาณ 5–6 ไมล์ ปกติผมเดินใช้เวลา 3 ไมล์ต่อชม. แต่ 6 ไมล์นั้นผมใช้เวลา 7 ชั่วโมงถึงจะผ่านมันมาได้

อีกครั้งหนึ่งคือที่ตอนบนของแคลิฟอร์เนีย รัฐนี้ฝนจะไม่ตกติดต่อกันหลายเดือน ทุกอย่างจะแห้งมาก ดังนั้นหากเกิดไฟป่าจะลามเร็วมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งอยู่ใกล้ควันไฟมาก โดยปกติผมจะเช็กตลอดว่าไฟอยู่ใกล้แค่ไหน แต่วันนั้นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ อยู่ๆ มีควันหนามาก มองไปข้างหน้านิดหนึ่งยังไม่เห็นเลย ผมกลัวจนต้องใช้ตัวส่งข้อความผ่านจานดาวเทียมไปหาแฟนให้รู้ว่าตำแหน่งไฟอยู่ใกล้ที่สุดประมาณ 50 กิโลเมตรตอนใต้ของผม ซึ่งผมเดินขึ้นเหนือ ช่วงนั้นรู้สึกกลัวนิดๆ เพราะมันเสี่ยงหากอยู่ๆ อากาศเปลี่ยนมีลมพัดมาแค่ 5 กิโลเมตรไฟลามมาถึงได้ ผมกับเพื่อนๆ ก็เลยรีบเดิน ทั้งๆ ที่ต้องสูดควันไฟไปด้วย ปอดต้องทำงานหนักขึ้น แต่สุดท้ายก็ออกมาได้ ไฟก็ลามไปที่อื่น

จุดที่ไม่มีวันลืมคือช่วงหนักที่สุดเป็นตอนก่อนถึงจุดหมาย 10 วัน หลังจากผมไปเติมเสบียง พอออกมาฝนก็ตกหนักมาก ผมใส่ชุดกันฝนแต่กันไม่อยู่ อากาศหนาวประมาณ 5 องศาซึ่งปกติแล้วจะไม่เป็นไร แต่พอตัวเปียกผมมีอาการสั่นมาก มือที่ถือไม้ค้ำ (trekking pole) สั่นไม่หยุด โดยทั่วไปแล้วเวลาหนาวพวกผมจะเดินให้เร็วขึ้นเพื่อให้ร่างกายอุ่น แต่วันนั้นเดินเท่าไหร่ก็ยังสั่น อาการแบบนี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดี ร่างกายอาจจะช็อกได้ เลยตัดสินใจหยุดเดินตั้งแคมป์ เปลี่ยนชุด ผมนั่งเหม่อลอยถามตัวเองว่าเรามาทำอะไร ตอนนั้นท้อมาก เดินย้อนกลับไปดีมั้ย แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นความลำบากที่ผมเป็นคนเลือกเอง ไม่ได้มีใครหรือสิ่งใดมาบังคับ มีคนอื่นที่เขาหนาวกว่าเราอย่างไม่มีทางเลือก ทำไมเราเลือกมาเองจะยอมแพ้ มันเป็นความโหดร้ายเพียงชั่วคราว อีกไม่นานก็หายไปแล้ว เราต้องทำมันให้ได้

 

ผองเพื่อนระหว่างเดิน / จุดหมายที่ปลายทาง

สิ่งที่ผมประทับใจจากการเดินทางมีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือเพื่อนระหว่างทาง พูดตรงๆ ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน มีสนิทแค่ 3–4 คน ชอบอยู่คนเดียว ตอนมาเดินป่าก็อยากมีเวลาเป็นของตัวเอง 5 เดือนนี้กะเดินคนเดียว พยายามไม่สุงสิงกับใคร แต่พอผ่านไปเดือนครึ่งผมก็เริ่มเจอเพื่อน เป็นคนที่มีความคิดแนวเดียวกัน บ้าๆ บอๆ คล้ายกัน คู่หนึ่งผู้หญิงเป็นหมอ ผู้ชายเป็นพยาบาล ทั้งคู่เป็นแฟนกัน ลาออกจากโรงพยาบาลมาเดินด้วยกัน อีกคนเป็นนักวิจัยเกี่ยวกับพวกดีเอ็นเอ ทำงานที่สวิตเซอร์แลนด์อยู่ๆ ก็ลาออกมาเดินป่า คนสุดท้ายเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยยังไม่รู้จะทำอะไรก็มาไฮกิ้งก่อน พอเดินด้วยก็รู้สึกสนุกดี ไม่เหงา ตกเย็นก็แบ่งอาหารกันกิน แย้งกันบ้าง มีเจออีกหลายๆ คน แต่ก็กลับก่อนบ้าง เพราะลางานมาได้เท่านั้น ส่วนกลุ่มผมจะไม่รีบ อยากใช้เวลานั้นให้นานที่สุด เดินกับเพื่อนกลุ่มนั้น 4 คน รักกันมาก พอไปกันถึงจุดหมายที่แคนาดาก็ขับรถโรดทริปกลับมาที่บ้านผม มาเฮฮากินเลี้ยง ตอนนี้ยังคุยกันอยู่ รู้จักกันไม่กี่เดือน แต่เหมือนสนิทกันมาเป็น 10 ปี

อีกสิ่งที่ประทับใจที่สุดคือตอนที่ผมเดินไปถึงเส้นชัย จากเม็กซิโกไปแคนาดา แฟนผมเขาบินไปแคนาดาเพื่อเดินย้อนเข้าป่า 10 กว่ากิโลเมตรเพื่อมารอผมที่เส้นชัย พอมาถึงได้เจอเขา ผมรู้สึกดีใจมาก รู้สึกดีที่ได้มีเขาอยู่ที่เส้นชัย ซึ่งเป็นจุดหมายที่ผมพยายามทำมาตลอด 5 เดือน เขาอยู่ตรงนั้น มาร่วมสัมผัสกับประสบการณ์ตรงนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืม

ชีวิตหลังเดินทาง ค้นหาคำตอบกลับพบคำถามมากขึ้น

ย้อนกลับไปก่อนเดินผมคิดว่าการเดินครั้งนี้ต้องเป็นอะไรที่พลิกชีวิตแน่เลย เพื่อนผมก็ล้อว่าผมไปเดินหาคำตอบชีวิต ยังถามอยู่ เฮ่ย มึงหาเจอยังวะ คำตอบในชีวิตมึง ผมก็บอกไม่เจอคำตอบว่ะ เจอคำถามมากกว่าเดิม (หัวเราะ) มีคำถามในชีวิตมากขึ้น แต่มันก็ดี มันทำให้ได้คิดมากขึ้น อันนั้นใช่รึเปล่า ถ้าไม่ใช่แล้วเราทำมันทำไม แต่พอเดินเสร็จ ช่วงสองอาทิตย์แรกผมยังชาๆ อยู่ ยังรู้สึกว่ามันจบแล้วเหรอ แต่พอมองย้อนไป เราได้กับมันมาหลายอย่าง

ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนขี้บ่นมาก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทุกอย่าง เพื่อนบอก แฟนบอก แต่ผมมองว่าตัวเองไม่เป็นแบบนั้น พอหลังการเดินจบลงผมจะถามตัวเองมากขึ้น มีความอดทนกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้อย่างใจ อีกสิ่งที่เปลี่ยน ผมรู้สึกว่าตัวเองยอมที่จะเปิดใจมากขึ้น ในเส้นทาง PCT จะมีพวกกองเชียร์ เขาจะรู้ว่าคนเหล่านี้มาไฮกิ้งนะ เขาจะมาแจกน้ำแจกเบียร์แจกข้าว บางคนมาตั้งเป็นซุ้มปิ้งย่าง หรือบางทีผมต้องโบกรถเข้าเมือง เจอรถเก่าๆ ของคนขับหัวกระเซิง โคตรสกปรกจอดรับ ผมรู้สึกอันตรายไม่ไว้ใจพวกเขา แต่คนเหล่านี้แหละที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผม ทำให้ผมคิดว่าเราไปมองเขาที่รถ ที่เขาเป็นคนไม่มีระเบียบ ไม่สะอาด เราตัดสินเขาก่อนจะรู้จักเขาอีก การเจออะไรแบบนี้บ่อยๆ ระหว่างทางทำให้ผมรู้สึกว่าเราควรเปิดใจก่อนตัดสินคนอื่น แม้จะเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย ถ้าเปิดใจมากขึ้นเราจะได้เจอคนที่เขาอยากช่วยเหลือมากกว่า

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook