เจ-เจตริน เป็นทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง นักกีฬา และคุณพ่อลูกสี่

เจ-เจตริน เป็นทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง นักกีฬา และคุณพ่อลูกสี่

เจ-เจตริน เป็นทุกอย่างตั้งแต่นักร้อง นักกีฬา และคุณพ่อลูกสี่
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เรื่อง: แป้งร่ำ ภาพ: ณัฐ ประกอบสันติสุข

ตอนเป็นหนุ่มน้อย เขาเป็นนักร้องและพระเอกขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ตอนเป็นหนุ่มเต็มตัว เขาเป็นนักเจ็ตสกีดาวรุ่งที่ทำให้กีฬานี้ฮอตฮิต ตอนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เรื่องราวความรักต้องเลือกของเขาก็เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ ตอนเขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ความกล้าแสดงจุดยืนทางการเมืองของเขาสร้างทั้งเสียงสรรเสริญและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ตอนนี้เขาอายุ 46 ปี และเป็นคุณพ่อลูกสี่ที่มีชีวิตเรียบง่าย แต่ก็ยังไม่วาย... ลูกสาวและลูกชายของเขาดันโตขึ้นมาหน้าตาดีจัด กลายเป็นขวัญใจแม่ยกไปอีกนั่น!

ไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใด ชีวิตของผู้ชายที่ชื่อเจตริน วรรธนะสิน สรุปได้แน่นอนแล้วว่าเกิดมาเพื่ออยู่ในแสงไฟและสายตาของสาธารณชนโดยแท้ นี่ถ้าเป็นที่สหรัฐอเมริกา เขาอาจได้เป็นผู้ว่าการรัฐไปแล้ว

ถามว่า เจ-เจตรินเป็น ‘ผู้ชาย’ ที่ดีไหม อันนี้ต้องให้ ‘ผู้หญิง’ ของเขาเป็นคนตอบ (ถ้าคุณไม่ได้ตามข่าว พวกเขาเพิ่งจะทำน้ำทะเลหวานเชื่อมไปทั้งภูเก็ตไม่นานนี้) แต่ถ้าถามว่า เจ-เจตรินเป็น ‘พ่อ’ ที่ดีไหม เราเชื่อว่าทุกคนตอบได้คำตอบเดียว ลูกสาวหนึ่งคนกับแฟนเก่า และลูกชายสามคนกับภรรยาปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ไม่มีใครทะเลาะกัน ไม่มีใครต้องต้มมาม่ารอ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเขาเพิ่งถอยรถหรูป้ายแดงเป็นของขวัญวันเกิดให้ ‘น้องเจด้า’ นางฟ้าของเขาที่กำลังเป็นสาวและสวยขึ้นทุกวัน

“หวงลูกสาวไหม?”

“ธรรมดาครับ ผมหวงลูกสาวอยู่แล้ว โชคดีที่เขาโตที่โน่น เขามีวิธีจัดระบบความคิดเขาที่ดีมากอยู่แล้ว ผมเคยถามเขานะว่าไม่มีแฟนเหรอ เขาก็บอกว่าไม่รู้สึกอยากมี พอมีแฟนแล้วมันก็ต้องมีหลายออปชั่นในชีวิต คือเขาคิดเป็น ผมมั่นใจว่าเขาดูแลตัวเองได้ ส่วนเรื่องลูกสาวเข้าวงการบันเทิง ผมเองไม่มีปัญหาถ้าลูกจะเข้าหรือไม่เข้า แล้วแต่เขาเลยครับ ขออย่างเดียวว่าเรียนให้จบ ถ้าจบแล้วจะต่อปริญญาโทก็ต้องส่งตัวเอง”

เจตรินมีเจด้าเมื่อเขาอายุยังไม่สามสิบดี เขาและจิดาภา ณ ลำเลียง แม่ของเจด้า ตัดสินใจแยกทางกันทั้งที่รู้ว่ามีลูกด้วยกัน เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายสำหรับทุกคน รวมถึงเก็จมณี พิชัยรณรงค์สงคราม ที่ต่อมากลายเป็นคู่สมรสคนแรกและคนเดียวของเขา แต่เรื่องราวแบบนี้ก็เกิดขึ้น และมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งตราบที่โลกเรายังหมุน คำถามว่า ‘เพราะอะไร’ จึงไร้ประโยชน์ เมื่อเทียบกับคำถามว่าเขาและทุกคนที่เกี่ยวข้อง ‘ทำได้อย่างไร’ ถึงผ่านมันมาได้อย่างไม่บอบช้ำ และต่างฝ่ายต่างยังสง่างามในพื้นที่ของตนเอง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือพวกเขายังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

“ผมโชคดีที่ไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งมาก ตั้งแต่วัยรุ่นสมัยที่เราคบกัน (เขากับจิดาภา) แล้วเรามีเจด้าออกมา เราตั้งใจให้เป็นอย่างนั้นครับ มันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด เจด้าไม่ใช่ความผิดพลาด เราทั้งคู่รับรู้ร่วมกัน นี่เป็นความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ พอเวลาผ่านไป ชีวิตคู่เราไม่สามารถไปด้วยกันได้ เราคุยกันด้วยดี ตกลงกันด้วยดี แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป แต่ความที่ผมเป็นคนสาธารณะ เป็นธรรมดาที่ต้องมีข่าวฮือฮาออกมา ว่ากันไปทางนั้นทางนี้ แต่คนที่รู้ก็คือคนที่รู้


“ผมเชื่อว่าวันนี้ ผมได้ให้เวลาพิสูจน์แล้วว่า ในความสัมพันธ์ที่จบลงไม่ได้แปลว่าจะต้องมีปัญหาดราม่าตามมาเสมอไป พอผมมั่นใจว่าเจอคนที่ใช่ ผมก็แต่งงานกับเขา แต่พ่อก็คือพ่อ และลูกสาวก็คือลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็มีพี่ มีน้อง มีเพื่อน วันหนึ่งเราก็มาเจอกัน เพราะสุดท้ายผมถือว่าเราคือครอบครัว เวลาจะรักษาทุกสิ่ง ผมเองก็ไม่ได้ฝืนนะครับว่าเราต้องวางแผนให้เขามาอย่างนั้นอย่างนี้กัน คือผมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สุดท้ายมันอยู่ที่ว่าพื้นฐานพวกเราเป็นคนดีกันทุกคน เพราะฉะนั้นมันเลยไม่มีอะไรที่ต้องมาดราม่า”

“แบ่งเวลายังไง”

“ผมไม่เคยนั่งคิดว่าจะแบ่งเวลาตอนไหนให้ใคร คือผมเป็นคนไม่วางแผนเรื่องพวกนี้ แต่ใช้ชีวิตให้เป็นธรรมชาติ ทำสิ่งที่ใจมันบอกว่าควรทำตอนนี้ เราทำอย่างมีความสุขในความรับผิดชอบของเรา เวลาผมให้เวลากับครอบครัวผมไม่รู้สึกว่ามันคือหน้าที่ แต่รู้สึกว่ามันคือความสุข ก็เลยทำไปตามที่รู้สึก”

เจตรินบอกว่าเขาเป็นพ่อที่ดุ เขาเข้มงวดกับระเบียบ แต่ไม่ถึงขั้นออกกฎหรือขีดเส้นให้ลูกต้องเดิน จะว่าไปเขาเหมือนพ่อที่สามารถเป็นเพื่อนเล่นกับลูกได้อย่างแนบเนียนด้วยซ้ำ แต่ก็มีบางเรื่องเช่นกันที่เขาและภรรยายืนยันว่า ‘ขอ’
“ห้ามยุ่งกับยาเสพติด สังคมทุกวันนี้เขาได้เห็นตัวอย่างจากดารา เซเลบ ทั้งไทยทั้งต่างประเทศมากมาย ที่พอมียาเสพติดเกี่ยวข้องในชีวิตแล้วมันพัง ผมถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่พังจริงๆ โตมาเขาเห็นพ่อแม่นั่งกินข้าว ดื่มไวน์ ดื่มเบียร์ ดื่มสาเก ได้หมด แต่ถ้ายาเสพติด ผมกับปิ่นขอไว้”

25 ปีก่อนเขาเป็นนักร้องขวัญใจมหาชน หลังจากนั้นเจตรินผันตัวเองไปทำงานสารพัดอย่าง ทั้งทำรายการโทรทัศน์ของตัวเอง รับจ้างผลิตรายการ ขายของออนไลน์ และยังคงเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่อง แต่จะว่าไป วันนี้ของเจตรินหวนกลับมาคล้ายวันเก่าๆ ของเขา ที่ต้องขึ้นเล่นคอนเสิร์ตทั้งปี ปีหนึ่งร่วม 200 เวที

“พอผ่านมาถึงวันนี้ ผมกลับมาทำอย่างที่ผมถนัดที่สุดดีกว่า คือการออกทัวร์คอนเสิร์ต ผมตัดสินใจจะไม่ทำอย่างอื่นแล้ว แค่รับคอนเสิร์ตปีหนึ่งก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วครับ”

“แต่ยังเล่นกีฬา”

“ใช่ครับ ในภาคกีฬา ผมว่าสุขภาพนี่คือสิ่งที่ใช่ที่สุดแล้ว คือคุณต้องมีวิธีขจัดความเครียดออกไปจากตัวคุณ ผมค้นพบวิธีนั้นผ่านทางกีฬา ซึ่งมันเป็นวิธีที่ดีมาก ผมแข่งเจ็ตสกีมาตั้งแต่วัยรุ่น พักไปเล่นกอล์ฟช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เบื่อ ล่าสุดก็ไปแข่งรถด้วย แต่อาจจะไม่ใช่ธรรมชาติของผม ผมไปแข่งสนุกๆ แล้วก็ได้เซ็นสัญญาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้กับยามาฮ่า หลังๆ มาผมหลงเสน่ห์มอเตอร์ไซค์ กลายเป็นไบเกอร์ พอเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ให้ยามาฮ่า เขาก็จะส่งรถมาให้ใช้ ผมก็ส่งไปทำคัสตอมโน่นนี่ วันไหนเบื่อก็ไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อน แดดดีๆ เราก็พาครอบครัวไปทะเลกัน ชีวิตผมบอกคำเดียวว่าไม่เสียดายเวลาอะไรเลย สักพักก็ไปแข่งเจ็ตสกีอีก แต่แข่งสนุกๆ นะครับ ผมเคยไปได้ตำแหน่งระดับโลกมาแล้ว มันไปสุดแล้วน่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ชีวิตผมที่เหลือก็ใช้เพื่อความสนุกแล้วครับ”

“ไม่มีความกดดันใดๆ แล้วในการแข่งขัน?”

“ปากบอกว่าไปแข่งสนุกๆ นะ แต่ลงไปถึงเส้นสตาร์ททีไรก็เอาจริงทุกที ตอนแรกว่าแข่งเล่นๆ แต่ แหม... สุดท้ายสั่งเรือมาจากเมืองนอกกันยับนะครับ” (หัวเราะ)

“คุณกลัวแก่ไหม?”

“ไม่ได้กลัวแก่เพราะกลัวว่าจะไม่หล่อ แต่กลัวว่าจะไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ เช่น ผมยังอยากเล่นเจ็ตสกี อยากขี่มอเตอร์ไซค์ อยากขับรถสปอร์ต อยากท่องเที่ยวไปต่างประเทศ กลัวจะไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่ผมไม่กลัวแก่ในแง่ที่ว่าเดี๋ยวจะหน้าเหี่ยวย่น อันนั้นไม่กลัว”

“เคยทำศัลยกรรมไหม”

“ไม่มี ไม่เคย แต่ผมดูแลผิว ผมใช้ลาแมร์” เขาตอบรวดเดียวแบบที่ไม่ต้องถามอะไรเพิ่ม พร้อมทำสีหน้าภูมิใจ

“คุณเห็นภาพตัวเอง 10 ปีข้างหน้าเป็นยังไง” เจตรินคิดไม่นาน จริงๆ แล้วเขาไม่เคยใช้เวลาคิดนานกับคำถามไหนเลย “ผมว่าผมยังตีกอล์ฟนะครับ กีฬานี้เป็นกีฬาของสุภาพบุรุษครับ มีอายุขัยที่สามารถเล่นได้ยาวนานที่สุด ผมนึกภาพตัวเองอายุ 60-70 ปี คงเดินอยู่สนามกอล์ฟปัญญารามอินทรา ตอนเช้ามานั่งรอเพื่อนในก๊วน แล้วก็ไปตีกัน ขอแคดดี้สาวๆ หน่อย ลุงจะได้กระชุ่มกระชวย ตอนเย็นที่บ้านคงส่งรถมารับ แล้วเราก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ตีต่อไปเรื่อยๆ จนเพื่อนในก๊วนตายกันไปทีละคนๆ จนถึงเรา เรื่องนี้ก็จบ เป็นความสุขที่สุดแล้วครับ”

เจตรินพูดถึงความตายได้อย่างสบายปาก ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เขาเคยใคร่ครวญถึงอยู่แล้ว “ผมไม่กลัวตาย แต่ผมกลัวความคิดถึง ผมกับปิ่นคุยกันตลอดว่าใครจะตายก่อนกัน ปิ่นก็ขอผมตลอดว่าขอเขาตายก่อนได้ไหม เขาทนความคิดถึงไม่ได้ ผมบอกว่าผมก็เหมือนกัน ถึงป่านนู้นใครคนใดคนหนึ่งอาจเป็นอัลไซเมอร์ก่อนก็ได้ ต้องมาลุ้นกัน ผมกลัวตรงนั้นมากกว่า กลัวการพลัดพราก ไม่กลัวความตาย เพราะตายแล้วก็จบกัน แต่ไอ้คนที่อยู่นี่สิ ต้องอยู่กับความคิดถึง ผมพูดเลยว่าจุดอ่อนของเจตรินคือโรคกลัวการพลัดพราก”

และแล้วเจตรินก็ได้สารภาพออกมา จุดอ่อนของตัวเองซึ่งเขาเพิ่งค้นพบไม่นานนี้ จากเหตุการณ์ในชีวิตที่นำมาซึ่งวิกฤติทางใจครั้งใหญ่สำหรับเขา วิกฤติที่ไม่เคยเกิดกับเขามาก่อน วิกฤติที่ภาษาทางจิตวิทยาเรียกกันว่า ‘Empty Nest Syndrome’

“เมื่อกันยายนปีที่แล้ว ผมส่งลูกไปเรียนอังกฤษ ก่อนหน้านั้นเคยส่งไปเรียนซัมเมอร์แล้ว ผมไม่เป็นไรเลย เพราะรู้ว่าไปเดือนเดียวผมเฉยๆ แต่พอเดือนกันยาเขาไปจริงๆ ไปอยู่เลยเป็นปี เชื่อไหมว่าผมต้องไปหาจิตแพทย์ถึงสามครั้ง เพราะผมรับไม่ได้ ทั้งที่ส่งไปเองนะ แต่รับไม่ได้ มันพลัดพราก มันไม่โอเค”

“หมายถึงคุณเป็นโรคซึมเศร้า?”

“ใช่ครับ เป็นอยู่ 20 กว่าวัน ตื่นมาทำอะไรก็ไม่สนุก ไม่อยากตื่น ไม่อยากทำอะไรเลย ต้องกินยา หมอบอกว่ามันคืออาการเหมือนลูกนกหายไปจากรัง มันเป็นภาวะที่มีคำเรียกในทางจิตแพทย์เลย ทุกวันเขาคือเพื่อนเล่นผม นี่เขาไปสองคนพร้อมกัน เหลือแค่หนึ่ง หายไปเยอะ รังว่างเปล่า จิตตกเลย”

“หลายคนไม่ค่อยอยากไปหาจิตแพทย์ คุณไม่ลังเลเลยหรือ?”

“ไม่เลย และไม่อายเลยที่จะบอกว่าไปหาจิตแพทย์ ไปเหอะ เชื่อผม มีผู้รู้ให้คำปรึกษาดีกว่าไม่มี ผมถามหมอตรงๆ ผมเป็นอะไรเปล่าเนี่ยหมอ กลางคืนนอนไม่หลับ กลางวันดันนอน ไม่อยากลุก ไปตีกอล์ฟกับเพื่อนก็หน้าหม่น ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตก็หม่น นั่งหน้าหม่นเหมือนคนบ้า หมอเขาเก่งมาก สุดท้ายที่ได้ผลจริงๆ คือต้องซ่อมในใจเรา แล้ววันหนึ่งอยู่ดีๆ พอจะหายมันก็หายเอง ปึ้ง! อ้าว หายแล้ว ตอนแรกกลุ้มใจกลัวไม่หาย เพราะหมอบอกว่าบางคนเป็นปียังไม่หาย”

“คุณปิ่นเป็นไหม”

“เป็นเหมือนกัน แต่ไม่เท่าผม”

“แล้วที่บอกว่าหายไปเอง คุณทำได้ไง”

“เหมือนมันเป็นเวลาของมัน แต่มันไม่ได้หายไปไหนไกลนะ ผมรู้ว่ามันอยู่ข้างๆ ผมนี่แหละ!” เขายกมือขึ้นมาไว้ข้างๆ ใบหน้าแล้วเหล่มองมันอย่างไม่ไว้ใจ “ผมรู้ว่าพร้อมจะออกมาอาละวาดอีก เพราะเนี่ย ลูกมาอยู่ด้วยตอนปิดเทอมสองเดือน เดี๋ยวเขาก็ต้องกลับไป ผมก็คิดไปก่อนแล้ว จินตนาการสูงมาก พอคิดแล้วก็เศร้า ต้องมีอาการอีกแน่ บางทีผมว่าผมเป็นคนคิดลบไป หมอก็บอกว่าทำไมคุณไม่คิดล่ะว่าเหลือเวลาอีกตั้งเดือนกว่าที่จะได้อยู่กับลูก เออว่ะ หมอพูดถูก อยู่ที่เรามอง ชีวิตนี้ผมไม่เคยซึมเศร้ามาก่อนเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแคร์อะไรด้วย แต่ดูดิ เป็นเฉยเลย ติดลูก ขนาดลูกสาวกลับมาเยี่ยมจากเมืองนอก พอเขาต้องกลับไป บ๊ายบายกัน ผมก็หม่นแล้ว”

“ทำไมไม่บินไปเยี่ยมล่ะ?”

“ไม่ได้ มีคอนเสิร์ตทุกวัน ไม่ร้องก็ไม่มีกิน” ถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับซุปตาร์ที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบอย่างที่ผู้ชายทุกคนฝัน ใช่แล้วเขามีเงินทอง เขามีชื่อเสียง เขามีเมียสวย ลูกเขาก็หน้าตาดี แต่นี่ก็คือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังเข้าสู่วัยกลางคน และพยายามใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้ตัวเองเหมือนเช่นเราทุกคน

“คุณเจกับคุณปิ่นทะเลาะกันบ่อยไหม?”

“บ่อย” เจตรินตอบทันทีไม่มีลังเล การคิดเร็วทำเร็วเป็นสไตล์ของเขา แต่กับคู่สมรสที่แต่งงานกันมา 15 ปีแถมยังคบกันก่อนหน้านั้นอีกหลายปี น่าจะรู้จักกันและกันมากพอที่จะไม่ต้องทะเลาะกัน อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่ใครต่อใครมักบอกอย่างนั้น เราย้ำอีกทีว่า “จนทุกวันนี้น่ะเหรอ คุณยังทะเลาะกัน”

“ทะเลาะ” เขาตอบไม่มีลังเลเหมือนเดิม “ผมงี่เง่า”

“อธิบายอีกนิดว่างี่เง่ายังไง”

“ผมรู้ตัวว่าผมมีอารมณ์แบบเอาแต่ใจ แต่ความงี่เง่าของผมมันเป็นเรื่องลหุโทษน่ะ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ คอขาดบาดตาย แต่มีอารมณ์เอาแต่ใจแบบศิลปินน่ะ เหวี่ยงพองาม แต่เดี๋ยวนี้น้อยลงตั้งเยอะนะ”

“ปกติเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอที่เหวี่ยง”

“ก็เหวี่ยงทั้งคู่แหละ คนเรามีด้านดาร์กของแต่ละคน แต่สุดท้ายเราต้องมองข้ามไปให้ได้ หลายคู่ผ่านไปไม่ได้ก็เลิกกัน แต่คู่เราผ่านได้ ผมว่ามันตัดสินไม่ได้หรอกเพราะแต่ละคู่มีเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน ผมว่าอยู่ที่เบสของความสัมพันธ์มันแน่นแค่ไหน เริ่มต้นความรักมาอย่างไร หนึ่ง สอง สาม บางคู่รักเร็วก็เลิกเร็ว เบสเราแน่น เราทะเลาะกันตลอด แต่เราก็ยังอยู่กันดี ต้องฝึกบริหารอารมณ์นะ ตอนนี้เราอยู่จนลูกสาม มันเลยหลายๆ จุดไปแล้ว แต่โชคดีที่เรามองเขาแล้วเรายังรู้สึกเสน่หา เขาก็คงมองเราแล้วรู้สึกเหมือนกัน แต่บางทีผมก็แอบสงสัยนะ เขาจะเบื่อผมไหมวะ ผมงี่เง่า ผมเคยถามปิ่นนะว่ายังรักกันอยู่ป่ะ ก็ได้คำตอบว่ารักกันอยู่แล้ว ความที่อยู่ด้วยกันนานมาก”

“เหมือนที่เขาพูดกันไหม ว่าอยู่ด้วยกันนานจนเป็นเพี่อนกันไปแล้ว”

“ผมไม่เชื่อคำนี้ว่ะ ผมไม่เชื่อว่าเราอยู่ด้วยกันนานแล้วต้องเป็นเพื่อนกัน ไม่ถูกๆ เป็นเพื่อนก็ไม่ใช่แฟนสิ เป็นเพื่อนกันเราจะมองกันด้วยความเสน่หาได้ยังไง เป็นแฟนก็เป็นแฟน ไม่ใช่เพื่อน ซึ่งจุดนี้คู่ผมก็โชคดีที่เรายังเสน่หากันและกัน ทุกคนต้องดูแลตัวเองนะครับ ปิ่นยังมีความน่ารัก สวยงาม มีความเป็นคุณหนูๆ แนวผมชอบเลย น่ากิน ส่วนผมก็เป็นแนวที่ปิ่นชอบ เขาไม่ได้ชอบผมในฐานะนักร้องนะ เขาชอบผมที่เป็นนักกีฬามากกว่า”

ดูเหมือนเจตรินจะมีความสุขและตื่นเต้นกับหลักการครองคู่ที่เขาเพิ่งค้นพบสดๆ ร้อนๆ “ผมรู้แล้ว คืออย่างนี้ครับ ต่างคนยังต้องอยากกินกันอยู่ มันต้องมีคำนี้นะ มันถึงจะยืนยาว ผมกับปิ่นเราเคยคุยกันถึงขั้นว่าเราจะกินกันไปถึงอายุเท่าไร นี่ไง บทสนทนาผัวเมียมันต้องเป็นแบบนี้ ไม่ใช่สนทนาเป็นเพื่อนกันอะไรนั่น!” เรารีบดึงเขากลับมา “แล้วคำตอบคืออายุเท่าไร?”
“จนกว่าจะกินกันไม่ไหว!”

“เจด้าไม่ใช่ความผิดพลาด นี่เป็นความจริงที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ ชีวิตคู่เราไม่สามารถไปด้วยกันได้ เราตกลงกันด้วยดี แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป... แต่พ่อก็คือพ่อ และลูกสาวก็คือลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็มีพี่ มีน้อง วันหนึ่งเราก็มาเจอกัน เพราะสุดท้ายผมถือว่าเราคือครอบครัว ผมได้ให้เวลาพิสูจน์แล้วว่า ในความสัมพันธ์ที่จบลงไม่ได้แปลว่าจะต้องมีปัญหาดราม่าตามมาเสมอไป”

“เมื่อกันยายนปีที่แล้วผมส่งลูกไปเรียนอังกฤษ เชื่อไหมว่าผมต้องไปหาจิตแพทย์ถึงสามครั้ง เพราะผมรับไม่ได้ ทั้งที่ส่งไปเองนะ แต่รับไม่ได้ มันพลัดพราก ผมกลายเป็นโรคซึมเศร้า ตื่นมาทำอะไรก็ไม่สนุก ต้องกินยา หมอบอกว่ามันคืออาการเหมือนลูกนกหายไปจากรัง ทุกวันเขาคือเพื่อนเล่นผม พอรังว่างเปล่า จิตตกเลย”

“ผมไม่เชื่อว่าเราอยู่ด้วยกันนานแล้วต้องเป็นเพื่อนกัน ไม่ถูกๆ เป็นเพื่อนกันเราจะมองกันด้วยความเสน่หาได้ยังไง จุดนี้คู่ผมโชคดี เราต่างคนยังต้องอยากกินกันอยู่... ผมกับปิ่นเราเคยคุยกันถึงขั้นว่าเราจะกินกันไปถึงอายุเท่าไร นี่ไง บทสนทนาผัวเมียมันต้องเป็นแบบนี้”

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook